"หากจะทำสิ่งใด
จะต้องมีความตั้งใจจริง และทำอย่างดีที่สุด"
ช่วงที่มาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ
นายชวนรู้ดีว่าฐานะของพ่อแม่ไม่พร้อมที่จะส่งลูกเรียนได้หลายคน
จึงจำเป็นต้องดิ้นรนหาวัดอยู่ และในที่สุด
พระชื่อเดียวกับเขา คือพระชวน สงวนวงษ์
ก็รับเขาให้พักอาศัยด้วยที่คณะ 3 วัดอมรินทราราม
บางกอกน้อย เมื่อพระชวนสึกจากสมณเพศ
จึงฝากให้อยู่กับหลวงพี่วิเชษฐ์ ปานสอน
จนจบการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตไทย ดังนั้นจึงอาศัยอยู่วัดถึง
8 ปี ความผูกพันกับพระและเด็กวัดด้วยกันนั้นจึงแน่นแฟ้นมาก
"
ผมไม่เคยลืมบุญคุญพระศาสนา ไม่เคยลืมบุญคุณของวัด
และไม่เคยลืมบุญคุณของหลวงพี่ทุกองค์
ไม่เคยลืมบุญคุณของประชาชน ที่ทำบุญใส่บาตร
และผมไม่เคยลืมกับข้าวที่หลวงพี่บิณฑบาตมาให้พวกเราเด็กวัดได้กินด้วยหลังจากพระฉันเสร็จ
พระภิกษุชวน
ฐิติธัมโม (สงวนวงศ์) ซึ่งทำให้นายชวนได้มีที่อาศัย
กล่าวว่า "
เด็กชวน เป็นเด็กที่มีนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน
สุขุมเยือกเย็น จึงไม่มีปัญหาอะไรกับเด็กวัดคนอื่นๆ
ไม่เคยทำตัวเป็นที่ลำบากใจแก่ใคร ขยันหมั่นเพียรจนบางครั้งต้องเตือนให้หลับให้นอน
เรื่องอาหารการกินไม่เรื่องมาก แม้ข้าวจะส่งกลิ่นเหม็นบูด
ก็เอาไปล้างน้ำแล้วเอามาอุ่นกินต่อได้
จากวันนั้นแม้เด็กชวนจะเติบโตมีเกียรติ
ก็ไม่เคยลืมหลวงพี่"

หลวงพี่วิเชษฐ์
ปานสอน หรือ พระครูโกศลวิหารการ เล่าถึงนายชวน
นักศึกษาธรรมศาสตร์เด็กวัดในความดูแลว่า
"
ชวนเป็นศิษย์วัดที่อยู่ในรุ่นพี่ จะทำหน้าที่แบ่งงานให้ศิษย์วัดรุ่นน้อง
แต่ตัวเองก็ไม่ได้นิ่งดูดาย คงลงมือช่วยกิจการงานภายในวัดด้วย
ซึ่งเห็นแววลักษณะผู้นำมาตั้งแต่ขณะนั้น
เป็นคนเกรงใจคน ไม่รบกวนใคร เป็นเด็กตั้งใจเรียน
เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการท่องตำราเรียน
แต่ก็ไม่ได้สนใจเฉพาะเรื่องการเรียนเพียงอย่างเดียว
เพราะเริ่มส่อแววสนใจด้านการเมืองด้วย
โดยได้ร่วมเล่นงิ้วล้อเลียนการเมืองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เล่นเป็นเตียวเสี้ยน เล่นได้ดี จนผู้มีอำนาจในบ้านเมืองไม่พอใจ
และเกือบจะต้องถูกงดรับปริญญา แต่หากเขาจะทำสิ่งใด
เขาจะมีความตั้งใจจริง และทำอย่างดีที่สุด"